สรุปบทความ การศึกษาฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของกรดลอริกที่แยกจากน้ำมันเมล็ดในปาล์ม
อดิศักดิ์ คงแก้ว ผู้เรียบเรียง
อ้างอิงจาก ผลงานวิจัยของ จุลจิตร์ ตั้งตระการพงษ์ และ รองเดช ตั้งตระการพงษ์
ชื่อวารสาร วารสารวิทยาศาสตร๋เกษตร ปีที่ 51 ฉบับที่ 1 (พิเศษ) สิงหาคม-พฤศิจกายน 2563
ประเทศไทยยังปลูกปาล์มเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่พบว่าราคาปาล์มมีการลดลงอยู่ตลอด หากเราสามารถนำน้ำมันที่สกัดได้จากน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (Crude Palm Kernel Oil) มาเพิ่มมูลค่าจะเป็นการช่วยเกษตรกรทางอ้อมได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่ได้กระบวนการสกัดจาก
เมล็ดในปาล์ม ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัว เช่น กรดคะปิลิก กรดคาปริค กรดลอริก กรดไมริสติก กรดพาล์มิติก กรดสเตียริก มากกว่าร้อยละ 80 และกรดไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ กรดโอเลอิก และกรดลิโนเลอิก ประมาณร้อยละ 20 จัดเป็นกรดไขมันที่มีคุณค่าสูงทั้งในด้านสุขภาพและความงาม จากบทความของ จุลจิตร์ ตั้งตระการพงษ์ และ รองเดช ตั้งตระการพงษ์ พบว่าผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า กรดลอริกที่พบได้จากน้ำมันเมล็ดในปาล์มมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ได้ดีที่สุด รองลงมา คือ Klebsiella pneumonia, Escherichaia coli และ Salmonella sp. โดยมีขนาด จากนั้น เมื่อทำการทดสอบหาค่าความเข้มข้นต่ำสุดของกรดลอริก ที่ระดับความเข้มข้น 530 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Klebsiella pnuemonia , Staphylococcus aureus, Salmonella sp. และ Escherichaia coli. โดยมีค่า MIC เท่ากันคือ 4.14 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร
จากการนำน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่ได้เพิ่มความเข้มข้นของปริมาณกรดลอริกมาทำการทดสอบกับเชื้อแบคทีเรีย พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดีกว่าแกรมลบ
ได้อย่างมีนัยส้าคัญ เนื่องจากในส่วนผสมของนน้ำมันเมล็ดในปาล์มมีสัดส่วนของโมโนลอรินซึ่งเป็นโมโนเอสเทอร์ของกรดลอริก ซึ่งจะทำหน้าที่ในการทำลายความเสถียรภาพของเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการสลายตัวของเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย ดังนั้นสามารถนำน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่มีความเข้มข้นกรดลอริกเข้มข้นที่ผ่านกระบวนการของโครงสร้างขั๋วของโมเลกุลนั้น โดยการประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ การรักษาโรคและป้องกันโรคติดเชื้อ

Disruption membrane by lauric acid and monolaurin
(Nitbani et al., 2022)
https://www.researchgate.net/publication/361417965_Antimicrobial_Properties_of_Lauric_Acid_and_Monolaurin_in_Virgin_Coconut_Oil_A_Review

Nitbani และคณะ 2022 ได้สรุปกลไกการออกฤทธิ์ของกรดลอริก และโมโนลอริน ต่อเชื้อไวรัส โดยทั้ง 2 ตัว จะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตขั้นสุดท้ายในขึ้นตอนการจำลองแบบของไวรัส เนื่องด้วยสารทั้ง 2 มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำทำให้ปฏิกิริยาระหว่างกันต่อผนังเซลล์ทำให้เกิดความไม่เสถียรของไกลโคโปรตีนของไวรัส แลเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งมีสมบัติดังกล่าวนี้ คือ amphiphilic และ lipophilic จะส่งผลต่อการยังยั้งกลไกการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย
อีกทั้ง คุณสมบัติของแอมฟิฟิลิกและไลโปฟิลิกของกรดลอริกและโมโนลอริน มีกลไกในการต้านไวรัสหรือ ป้องกันการจับกันของโปรตีนของไวรัสกับเซลล์เจ้าบ้าน จากนั้นกรดลอริกจะเข้าไปทำลายส่วนของ RNA และ DNA ของไวรัส ด้วยการทำลายเยื่อหุ้มคอเลสเตอรอล ส่งผลให้มีการซึมผ่านได้ดีขึ้น และซึ่มผ่านของผนังของเซลล์ ซึ่งจะเข้าไปรบกวนการทำงานของของไวรัส ในเชิงปศุสัตว์เมื่อสัตว์ได้รับผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิดนี้ จะช่วยป้องกัน ทำลาย และหรือ ลดการแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย (Mochtar et al., 2020)
การศึกษาฤทธิ์ของกรดลอริกที่สกัดจากน้ำมันเมล็ด พบว่า น้ำมันเมล็ดในปาล์มสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus, Escherichaia coli, Salmonella sp. และ Klebsiella pneumonia
ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า กรดลอริกมีฤิทธิ์ยังยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ได้ดีที่สุด โดยระดับความเข้มข้นต่ำสุดของกรดลอริก 530 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Klebsiella pnuemonia , Staphylococcus aureus, Salmonella sp. และ Escherichaia coli และยังพบอีกว่ากรดลอริกมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดีกว่าแกรมลบ เนื่องจากมีโมโนลอรินเอสเทอร์ของกรดลอริก ซึ่งจะทำลายความเสถียรภาพของเยื้อหุ้มเซลล์จึงทำให้เกิดการสลายตัวของเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย (จุลจิตร์ ตั้งตระการพงษ์ และ รองเดช ตั้งตระการพงษ์ 2563)