การศึกษาของ Wang และคณะ 2023 ได้ศึกษาผลของโมโนลอรินต่อผนังลำไส้ คุณสมบัติชีวเคมีในเลือด การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และสารต้านอนุมูลอิสระในลูกสุกรที่ติดเชื้อไวรัสท้องเสียจากการแพร่ระบาดของสุกร (Effects of monolaurin on intestinal barrier, blood biochemical profile, immunity and antioxidant function in porcine epidemic diarrhoea virus-infected piglets)
ผลของ monolaurin (ML) ต่อสุขภาพลูกสุกรที่ติดเชื้อไวรัส PED ในกลุ่มที่ได้รับ ML ขนาด 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เข้าทางปากตลาด 7 วัน ติดเชื้อ PEDV ทำลายสิ่งกีดขวางในลำไส้และลดประสิทธิภาพการทำงานของการดูดซึมโภชนะ ถึงแม้จะได้รับ ML เพื่อซ้อมแทรมผนังสำไล้ก็ตาม แต่มีสิ่งน่าสนใจคือ ML สามารถช่วยลดยูเรียไนโตรเจนในเลือดในพลาสมา และลดปริมาณโปรตีนในลำไส้ที่บ่งบอกถึงลดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ในกรณีที่มีลูกสุกรติดเชื้อ PEDV และได้รับ ML จะไปเพิ่มกิจกรรม superoxide dismutase และ catalase ในเลือดและลำไส้ใหญ่ ซึ่งบ่งชี้ว่า ML สามารถปรับปรุงความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดความววรุนแรงของการติดโรค PED ได้
นอกจากนี้ การให้ ML ช่วยให้ตรวจสอบการแสดงออกของ ISG15, IFIT3 และ IL-29 จากเนื้อเยื่อลำไส้เล็กและ Mx1 ในลำไส้เล็กส่วนต้นและลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังฟื้นตัวจากสภาวะการติดเชื้อ PEDV จากการศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นอีกว่าว่า ML สามารถใช้เป็นอาหารเสริมชนิดหนึ่งเพื่อส่งเสริมสุขภาพสุกรจากการติดเชื้อ PEDV ได้

ภาพอธิบาย โครงสร้างและหน้าที่ของโมโนกลีเซลไรด์ medium-chain monoglyceride (MCMG) A และ โครงสร้างทางเคมีของ MCMG ที่มีสายโซ่อิ่มตัว B จากภาพพบว่า MCMG รบกวน และทำลายเยื่อหุ้มฟอสโฟลิพิด (phospholipid) ซึ่งเป็นลิพิดที่ประกอบด้วยหมู่ฟอสเฟตเอสเทอร์
ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Jackman และคณะ (2022) ได้สรุปไว้ว่าโมโนกลีเซอไรด์ สามารถป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสในสุกรในอาหารสัตว์ และลดปัจจัยเชิงลบของการติดเชื้อแบคทีเรียในสัตว์ พร้อมกับมีความสามารถในการปรับสมดุลไมโครไบโอมในลำไส้
สำหรับการใช้ Medium-chain monoglyceride (MCMG) ที่พบได้จากน้ำมันมะพร้าว น้ำมันเมล็ดในปาล์ม และหนอนแมลงวัน ในแง่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ โดยทั่วไปจะไม่แสดงฤทธิ์ต่อการต้านเชื้อจุลชีพ แต่ต้องจำเป็นต้องมีการสลายเอนไซน์ เพื่อให้อยู่ในรูปของ MCMG ที่พร้อมสำหรับการป้องกัน และลดการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัวส โดยพบว่าในระบบทางเดินอาหารมีเอนไซม์ไลโปไลติก (lipolytic) ที่สามารถย่อยสลาย MCMG และเพิ่มการดูดซึ่ม MCFA หรือ กรดไขมัน หรือ น้ำมันโซ่สายกลางได้เร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลอริก และโมโนลอริน ได้มากยิ่งขึ้น
Adding a alpha-mono-laurin-based additive to the sow diet 1-2 weeks before farrowing and to the lactation feed improves health in both the sow and the piglets. [Photo: Ton Kastermans]
Reference https://www.you-know-it-makes-sens.com/medium-chain-fatty-acids/
กรดไขมันสายกลาง (MCFA) เช่น คาไพรลิก คาปริก และกรดลอริก มีคุณสมบัติในการต้านจุลชีพทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ เนื่องจากไม่ถูกสลายด้วยไลเปส จึงพบว่า MCFA สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และระบบน้ำเหลืองได้โดยตรง
เนื่องจาก Alpha-monolaurin (อัลฟ่าโมโนลอริน) มี ‘หัว’ ของกลีเซอรอลเป็นกรดไขมันชนิดมีขั้ว และ ‘หาง’ ของกรดไขมันชนิดไม่มีขั้ว ทำให้สามารถแทรกเข้าไปและทำลายเยื่อหุ้มแบคทีเรีย หรือชั้นเยื่อหุ้มของไวรัสได้ จากการศึกษาในหลอดทดลองแสดงให้เห็นว่าอัลฟา-โมโนลอรินมีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างน้อยสามเท่าของกรดลอริกต่อเชื้อ Streptococcus spp. เป็นต้น
Alpha-monolaurin (อัลฟ่าโมโนลอริน) ยังสามารถพบได้ตามธรรมชาติในนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะของแม่สุกรที่มีระดับโภชนะเข้มข้นสูง โดยเฉพาะกรดไขมันสายกลางเข้มข้นในช่วงระหว่างอุ้มท้อง มักจะมีสัดส่วนของ n-6:n-3 polyunsaturated fatty acid ratio, immunoglobulin A and immunoglobulin G ในน้ำนมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้ Alpha-monolaurin (Li et al., 2023) และสอดคล้องกับการศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของโมโนลอรินในการส่งเสริมสุขภาพ มีผลในการปรับภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางอาหาร (microbiota) (Saleem et al., 2016)
ดังนั้น กรดลิอริก และโมโนลออริน จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับวงการปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นสารต้านจุลชีพต่อการลดความเสียหาย หรือ ลดการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียในอาหารได้อีกด้วย


